แก้ปัญหาการเรียกรับส่วยด้วยเทคโนโลยี

แก้ปัญหาการเรียกรับส่วยด้วยเทคโนโลยี

ใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาการเรียกรับส่วย ตั้งแต่ระบบตรวจแบบก่อสร้างและอนุมัติใบอนุญาตอัตโนมัติ, โดรนสำรวจภาษีป้าย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, กล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ กทม.เวลาตรวจพื้นที่ และ Sensor วัดค่าเสียงสำหรับกิจกรรมใกล้แหล่งชุมชน

แก้ปัญหาการเรียกรับส่วยด้วยเทคโนโลยี

ทำไมต้องแก้ปัญหา (Why)

กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้เอง จากภาษีป้าย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประมาณ 19,000 ล้านบาท แต่มีเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีเพียง 722 คนเท่านั้น ทำให้เกิดข้อจำกัดในการสำรวจ ประเมิน และติดตามข้อมูลในพื้นที่ขนาดใหญ่ รวมทั้งเกิดข้อจำกัดด้านความครบถ้วนและความถูกต้องของข้อมูล เนื่องจากระบบต้องอาศัยการตรวจภาคสนามและดุลยพินิจเป็นหลัก จึงยิ่งเพิ่มความล่าช้า ความคลาดเคลื่อน และความเสี่ยงต่อการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือการเรียกรับส่วยเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้กระบวนการขออนุญาตก่อสร้าง หลายกรณียังซับซ้อน ใช้เวลานาน และพึ่งพาดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่สูง ทำให้ผู้ยื่นคำขอคาดการณ์ระยะเวลาและผลการพิจารณาได้ยาก หรือแม้กระทั่งการขออนุญาตจัดกิจกรรมกลางแจ้งที่มีการใช้เสียงใกล้แหล่งชุมชน ก็มักมีการร้องเรียนจากประชาชนอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน ดังนั้น แนวทางสำคัญในการอุดรูรั่วของปัญหาดังกล่าว คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาสำรวจและเชื่อมข้อมูลอย่างเป็นระบบ จะทำให้รายได้ของ กทม.เพิ่มขึ้นได้ประมาณ 20% หรือราว 4,000 ล้านบาท ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนเงินที่เคยรั่วไหลหรือสูญเสียไป ให้กลับมาเป็นงบประมาณสำหรับพัฒนาเมือง และจัดสวัสดิการให้คนกรุงเทพฯได้อย่างเต็มศักยภาพ

เราจะทำอะไร (What)

พรรคประชาชนเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหาการเรียกรับส่วย จากกระบวนการขออนุญาตก่อสร้าง ขออนุญาตจัดกิจกรรมกลางแจ้งที่ต้องมีการใช้เสียงใกล้แหล่งชุมชน รวมทั้งการจัดเก็บภาษีป้าย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดังนี้ 1. ใช้ AI ตรวจคำขอใบอนุญาต เช่น แบบก่อสร้าง เพื่อลดความผิดพลาด การทำงานซ้ำซ้อน ลดเวลาพิจารณา และลดการพึ่งพาดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในจุดที่ไม่จำเป็น ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับบริการที่รวดเร็ว เป็นธรรม และโปร่งใสมากขึ้น 2. จัดระบบ e-Service แจ้งคิวและระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาต ให้ครอบคลุมทุกประเภทแบบตรวจสอบได้ ในรูปแบบ BPMN เพื่อให้ประชาชนเห็นลำดับคิว ขั้นตอน และสถานะของคำขออย่างชัดเจน ทำให้ระบบอนุญาตก่อสร้างมีมาตรฐาน โปร่งใส และติดตามได้ง่ายมากขึ้น 3. ใช้โดรน LiDAR ภาพถ่ายดาวเทียม และ Digital Twin เข้ามาช่วยสำรวจ ประเมิน และตรวจสอบข้อมูลภาษีป้าย ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของป้ายและสิ่งปลูกสร้างได้แม่นยำขึ้น 4. เชื่อมข้อมูล (อาณาเขตการจัดสรรที่ดิน, นิติบุคคล, ถนนสาธารณะ, ถนนเอกชน, ความกว้างเขตทางสาธารณะ, ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิที่ดิน) กับกรมที่ดินเพื่อจัดทำแผนที่แสดงผล และนำไปสู่การเป็น Digital Twin 5. เปิดข้อมูลและสถานะการประเมินภาษีให้ประชาชนและผู้ประกอบการตรวจสอบได้ ลดข้อโต้แย้ง ลดความไม่เป็นธรรม และทำให้การจัดเก็บภาษีอยู่บนมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น 6. ใช้กล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ กทม.เวลาตรวจพื้นที่ เพิ่มความโปร่งใสในการปฏิบัติงานภาคสนาม เพราะมีหลักฐานบันทึกชัดเจน ตรวจสอบย้อนหลังได้ และช่วยคุ้มครองทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่จากข้อกล่าวหา หรือการใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม 7. บังคับติดตั้งเซ็นเซอร์วัดค่าเสียง (Sound Sensor) สำหรับทุกการออกใบอนุญาตจัดกิจกรรมกลางแจ้งที่มีการใช้เสียงใกล้แหล่งชุมชน โดยจะมีการเชื่อมข้อมูลแบบ Real-time มายังสำนักงานเขต หากเกิดกรณีเสียงดังเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด สำนักงานเขตมีอำนาจสั่งปิดกิจกรรมได้ทันที ทั้งนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ไม่ต้องจัดหาอุปกรณ์ตรวจวัดค่าเสียง หรือต้องเข้าแจ้งร้องเรียนด้วยตนเอง ทั้งนี้ แนวทางดังที่กล่าวมา ยังมีประโยชน์ไปถึงช่วยให้การกำกับดูแลเรื่องอื่นของเมืองมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย เช่น การตรวจร้านอาหารหรือกิจการต่าง ๆ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ถูกปล่อยปละจากกระบวนการเรียกรับส่วย จึงช่วยลดปัญหาต่อเนื่องอย่างท่อตัน น้ำท่วม และภาระค่าใช้จ่ายที่ กทม.ต้องตามแก้ภายหลัง ทำให้สามารถยกระดับเมืองได้ ทั้งในด้านธรรมาภิบาล รายได้ และประสิทธิภาพในการบริหารพร้อมกัน