แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ทุกมิติ

แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ทุกมิติ

แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกำเนิดฝุ่นภายใน กทม.และพื้นที่รอบเมือง โดยผลักดันขยายเขตควบคุมมลพิษต่ำ (Low Emission Zone: LEZ) ให้รวมถึงปริมณฑล กำหนดมาตรการลดฝุ่นจากรถบรรทุก ควบคุมมลพิษโรงงานอุตสาหกรรม และพื้นที่ที่มีการเผาไหม้

แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ทุกมิติ

ทำไมต้องแก้ปัญหา (Why)

ปัญหาจากฝุ่น PM2.5 เป็นวิกฤตสุขภาพที่เกิดซ้ำทุกปี โดยแหล่งกำเนิดฝุ่นเชื่อมโยงกับทั้งการจราจร รถบรรทุกควันดำ โรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่ก่อสร้าง และไม่ได้มาจากพื้นที่ภายในกรุงเทพฯเพียงอย่างเดียว รวมไปถึงการเผาในพื้นที่รอบเมืองและปัจจัยข้ามเขตปกครอง ทำให้การแก้ปัญหาแบบต่างคนต่างทำคงยังไม่เพียงพอ รถปล่อยควันดำบนท้องถนน ยังคงเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเด็ดขาด ปัจจุบันมาตรการจับปรับรถบรรทุก/รถควันดำ ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การจับปรับของตำรวจนั้น มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้กระทำความผิดจริง โดยข้อมูลเมื่อต้นปี 2568 พบว่ามีรถบรรทุกขนาดใหญ่กระทำความผิดถึง 4,284 คัน แต่จับปรับได้เพียง 13 คัน หรือคิดเป็น 0.3% เท่านั้น การปล่อยมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม ก็เป็นแหล่งที่มาของ PM2.5 และฝุ่นทุติยภูมิ (NOx, SOx, VOCs) ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ปัจจุบันในโรงงานขนาดใหญ่มีการติดตั้งระบบตรวจวัดและบันทึกค่ามลพิษทางอากาศจากปล่องโรงงานอุตสาหกรรมแบบอัตโนมัติและต่อเนื่อง (Real-time) หรือ Continuous Emission Monitoring System: CEMS แต่ยังมีข้อจำกัดที่ยังไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง และเปิดเผยเป็นข้อมูลสาธารณะ เพื่อนำไปใช้ตรวจสอบและเอาผิดกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษได้ นอกจากนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นใน กทม. บางส่วนไม่ได้มีแหล่งกำเนิดจากภายในจังหวัดเอง แต่มาจากการเผาเศษวัสดุจากพืชในจังหวัดอื่น ๆ แล้วกลุ่มควันลอยเข้าสู่พื้นที่ กทม. จากข้อมูลการสำรวจสถานการณ์สุขภาพและการเผาที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น PM2.5 ในปี 2567 พบว่าจังหวัดปทุมธานีมีการเผาเศษวัสดุจากพืชถึง 1,669 ไร่ ส่วนจังหวัดนครนายกมีการเผาเศษวัสดุจากพืชถึง 88,574 ไร่ ปัญหาเหล่านี้มักเกิดขึ้นจากเกษตรกรขาดเครื่องจักรทุ่นแรง และขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่จะไม่เผา เนื่องจากต้นทุนการจัดการเศษวัสดุด้วยวิธีอื่นมีราคาสูงกว่าการเผา นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากการก่อสร้างและเมรุเผาศพที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งการเกิดไฟไหม้ในเมือง ที่สามารถก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศที่เกินค่ามาตรฐาน นำไปสู่ปัญหา PM2.5 ได้อีกด้วย ดังนั้น กทม.จำเป็นต้องยกระดับการจัดการฝุ่นอย่างจริงจัง ทั้งในเชิงพื้นที่ มาตรการควบคุมการปล่อยมลพิษ และความร่วมมือกับจังหวัดข้างเคียง เพื่อให้การแก้ปัญหาได้ผลจริงและต่อเนื่อง

เราจะทำอะไร (What)

พรรคประชาชนเสนอนโยบายควบคุมมลพิษทางอากาศในทุกมิติ โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้เกิดแนวทางการเดินหน้า ดังนี้ 1. กทม.เสนอต่อรัฐบาลเพื่อยกระดับเป็นเจ้าภาพร่วมกับจังหวัดปริมณฑลข้างเคียง ขยายเขตควบคุมมลพิษต่ำ (Low Emission Zone: LEZ) ครอบคลุมถึงจังหวัดปริมณฑลด้วย รถบรรทุกที่จะวิ่งเข้าเขตควบคุมมลพิษต่ำ ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเพื่อลดการปล่อยฝุ่น PM2.5 2. เพิ่มมาตรการควบคุมรถบรรทุก/รถควันดำให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยกำกับดูแล ตรวจจับควันรถที่มีปริมาณเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยข้อมูลผู้กระทำความผิดที่ตรวจจับได้ของกรมการขนส่งทางบก จะต้องเป็นข้อมูลที่เปิดเผยได้ และสามารถนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลการจับปรับของตำรวจ เพื่อตรวจสอบในภายหลังได้ 3. ผลักดันลดเกณฑ์การประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จากเดิมที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กำหนดให้ตัวเลขค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในชั้นบรรยากาศทั่วไป มีค่าเฉลี่ยในเวลา 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ติดต่อกัน 5 วัน ให้ลดลงเหลือเพียง 3 วันเท่านั้น 4. กทม.จะเพิ่มการใช้เทคโนโลยี Hyperspectral UAV/Drone ตรวจจับการปล่อยค่ามลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดระดับรายโรงงานได้ (ละเอียดกว่าการใช้ดาวเทียม) และตรวจสอบกับข้อมูลการปล่อยมลพิษทางอากาศที่โรงงานต้องรายงานในระบบตรวจวัดและบันทึกค่ามลพิษทางอากาศจากปล่องโรงงานอุตสาหกรรมแบบอัตโนมัติและต่อเนื่อง (Real-time) หรือ Continuous Emission Monitoring System: CEMS เพื่อตรวจสอบโรงงานที่ปล่อยมลพิษที่ทำให้เกิดฝุ่นพิษในพื้นที่ กทม.และบริเวณรอบ ๆ กทม. 5. กทม.ผลักดันให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมมลพิษทางอากาศอย่างเข้มงวด โดยให้โรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยข้อมูลมลพิษต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถตรวจสอบและเฝ้าระวังแหล่งกำเนิดมลพิษรอบตัวได้อย่างทั่วถึง จากระบบ CEMS และต้องสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง เพื่อทำการตรวจสอบและนำไปใช้เอาผิดกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษได้ 6. กทม.จะสนับสนุนเครื่องจักรเกษตร ตีดิน/ไถกลบ/อัดฟาง สำหรับจัดการเศษวัสดุแทนการเผา ให้แก่จังหวัดเกษตรรอบกรุงเทพฯที่ทำการเผา และที่ส่งผลกระทบก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 ใน กทม. เป้าหมาย 20,000 ไร่ โดยเปิดให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วม และจัดทำระบบข้อมูลตำแหน่ง จำนวน และการเคลื่อนย้ายเครื่องจักร โดยมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับคูปองอุดหนุนเกษตรกรที่ไม่เผา 200 บาทต่อไร่ และช่วยจัดหาคนซื้อขายฟางให้ได้ 400 บาทต่อไร่ 7. กทม.จะผลักดันให้รัฐบาลจัดทำระบบฐานข้อมูลและการติดตามเชิงรุก ด้วยการใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมแบบ Burnscar ตรวจวัดพื้นที่เผาไหม้จริง ร่วมกับการลงตรวจสอบภาคสนาม (Ground Check) เพื่อความแม่นยำสูงสุด ซึ่งจะสามารถคาดการณ์การเผาด้านการเกษตรล่วงหน้าได้ โดยเชื่อมโยงข้อมูลที่ดิน (กรมพัฒนาที่ดิน/สปก./กรมส่งเสริมการเกษตร/กรมวิชาการ/กรมการข้าว) กับข้อมูลอายุพืชจากภาพถ่ายทางดาวเทียม (GISTDA) เพื่อจัดทำ "แผนที่เสี่ยงการเผาตามช่วงเวลา" ทำให้รัฐคาดการณ์ได้ว่าพื้นที่ไหนพืชมีอายุใกล้เก็บเกี่ยว หรือเก็บเกี่ยวแล้ว ใกล้เผาแล้ว ทำให้สามารถส่งเครื่องจักรหรือมาตรการอุดหนุนลงไปก่อนที่เกษตรกรจะเริ่มเผา จัดการตามพื้นที่เสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และหากยังพบว่าพื้นที่ใดมีการฝ่าฝืนเผาพืช ให้รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง 8. เพิ่มข้อกำหนดบังคับติดตั้ง Sensor วัดค่าฝุ่น และกล้องวงจรปิดในทุกพื้นที่เขตก่อสร้าง เพื่อตรวจสอบและควบคุมมาตรการที่เกี่ยวข้องในการดูแลเรื่องมลพิษทางอากาศอย่างเข้มงวด ไม่ให้เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด 9. อุดหนุนงบประมาณให้วัดใน กทม. เพื่อปรับปรุงเมรุเผาศพให้มีมาตรฐาน พร้อมกำหนดมาตรการเพื่อลดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ต้นเหตุของมลพิษทางอากาศ 10. บังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยสำรวจพื้นที่เสี่ยงไฟไหม้ เช่น พื้นที่รกร้าง พื้นที่ทิ้งขยะ พร้อมประสานกรมที่ดิน ทำแนวกันไฟ และปรับปรุงที่ดินไม่ให้รกร้าง