ยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน กทม.

ยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน กทม.

ปรับเกณฑ์ให้รับดูแลเด็กได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี เพื่อให้สอดรับกับสิทธิลาคลอด พร้อมขยายเวลาเปิดศูนย์ฯถึง 18.00 น. และเปิดเพิ่มวันเสาร์/อาทิตย์ ให้เป็นพื้นที่เล่นและเรียนรู้สำหรับทุกครอบครัว

ยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน กทม.

ทำไมต้องแก้ปัญหา (Why)

จากข้อมูลปี 2566 เด็กกว่า 42% ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลให้พัฒนาการของเด็กล่าช้า โดยเฉพาะในครัวเรือนยากจน นอกจากนี้แม่เลี้ยงเดี่ยวยังต้องเสียโอกาสในการทำงานหารายได้ เพราะออกมาเลี้ยงลูกเอง ศูนย์รับเลี้ยงเด็กจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดของปัญหานี้ กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี จำนวนถึง 1.1 แสนคน แต่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน (ศพด.) ใน กทม.ดูแลเด็กเพียง 16,215 คน หรือ 15% เท่านั้น หมายความว่าอีก 85% ครอบครัวต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กเอง (เอกชนรับดูแลเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ราคา 300-900 บาทต่อวัน) ทั้งนี้ ศพด.ส่วนใหญ่รับดูแลเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป และเปิด-ปิดตามเวลาราชการ ทำให้เด็กเล็กเพียง 3-12% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงระบบดูแลได้ ขัดกับความต้องการจริงที่ครัวเรือนกว่า 40% ต้องการใช้บริการดูแลเด็กจากภายนอก ดังนั้น กทม.จึงควรยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในทุกมิติ ให้ตอบโจทย์ตามบริบทของปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มากที่สุด

เราจะทำอะไร (What)

พรรคประชาชนเสนอนโยบายยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน กทม. เพื่อให้ตอบโจทย์ตามบริบทของปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดังนี้ 1. ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน กทม. (ศพด.) ปรับเกณฑ์อายุของเด็กเล็กที่รับดูแล ให้สามารถรับดูแลได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี 2. ขยายเวลาเปิด ศพด.ให้สามารถดูแลเด็กได้ถึง 18.00 น. 3. พัฒนา ศพด.ให้เป็นสถานที่เล่นและเรียนรู้สำหรับทุกครอบครัว ในวันเสาร์/อาทิตย์ โดย กทม.จะช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่าย อัตรากำลัง และผลตอบแทนครูพี่เลี้ยง เพื่อให้มีมาตรฐานและสอดคล้องกับบริการที่เพิ่มมากขึ้น 4. ลงทุนปรับปรุง ศพด.เฉลี่ยศูนย์ละ 2 ล้านบาท (งบประมาณแปรผันตามขนาดของศูนย์ฯ) เพื่อให้ ศพด.ได้มาตรฐานทั้งด้านกายภาพ, อุปกรณ์เสริมพัฒนาการเด็ก เช่น ของเล่นเด็ก, หนังสือนิทาน ฯลฯ และเพิ่มเติมอุปกรณ์ในการดูแลเด็กอ่อนอายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี 5. ครูและพี่เลี้ยงต้องได้สัญญาจ้างงานประจำ โดยครูต้องมีวุฒิปริญญาตรีด้านปฐมวัย มีการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะของเด็กให้สมวัย ส่วนพี่เลี้ยงต้องมีใบรับรองการอบรมการเลี้ยงเด็ก เพื่อให้พี่เลี้ยงเด็กสามารถนำไปใช้ต่อยอดในสายอาชีพได้ 6. มีครูสำหรับเด็กพิเศษที่พัฒนาการช้าคอยให้คำแนะนำ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นนักพัฒนาการเด็ก ตรวจสอบพัฒนาการเด็กเป็นประจำ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนจะเติบโตอย่างแข็งแรงสมวัย